Monday, November 11, 2013

10 วิธีง่ายๆ กับการกินอาหารเพื่อให้คุณดูดี

ในแต่ละวันเราจำเป็นต้องรับประทานอาหารมากมาย มีคำแนะนำจากหลายสำนักให้กินนั่น ห้ามกินนี่จนไม่รู้จะเชื่อใครดี วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับง่ายๆ ของการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพอย่างเต็มที่มาฝาก
1. กินอาหารเช้า เป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ส่งผลต่อจิตใจ และพลังชีวิตของคุณไปตลอดทั้งวัน และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยเผาผลาญพลังงานให้ดีขึ้น ทำให้คุณกินอาหารในมื้ออื่นๆ น้อยลง
2. เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร ยอมจ่ายแพงสักนิดใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน ปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบเดิมที่เคยใช้ เพราะเป็นไขมันที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย และมีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี
3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น คนเราควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นในรายที่ไตทำงานผิดปกติ) เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้สดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว
4. เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก ด้วยการดื่มนม กินปลาตัวเล็กทั้งตัวทั้งก้าง เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว เพราะแคลเซียมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้ระบบประสาททำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
 
5. บอกลาขนมและของกินจุบจิบ ตัดของโปรดประเภทโดนัท คุกกี้ เค้กหน้าครีมหนานุ่ม ออกจากชีวิตบ้าง แล้วหันมากินผลไม้เป็นของว่างแทน วิตามิน และกากใยในผลไม้ มีประโยชน์กว่าไขมัน และน้ำตาลจากขนมหวานเป็นไหนๆ
6. สร้างความคุ้นเคยกับการกินธัญพืชและข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน ข้าวฟ่างและลูกเดือย รวมทั้งข้าวกล้องที่เคยคิดว่าเป็นอาหารนก ได้มีการศึกษาและค้นคว้าแล้ว พบว่า ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุล
7. จัดน้ำชาให้ตัวเอง ทั้งชาดำ ชาเขียว ชาอู่ล่ง หรือเอิร์ลเกรย์ ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การดื่มชาวันละ 1 ถึง 3 แก้ว ช่วยลดอัตราเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 30%
8. กินให้ครบทุกสิ่งที่ธรรมชาติมี คุณต้องพยายามรับประทานผักผลไม้ต่างๆ ให้หลากสี เป็นต้นว่า สีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวบล็อกเคอรี สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับการกินอะไรเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการกินให้กับคุณด้วย
9. เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนรักปลา การกินปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ได้ทั้งความฉลาดและแข็งแรง เพราะปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีน ที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และบำรุงเซลล์สมอง ทั้งยังมีไขมันน้อย อร่อย ย่อยง่าย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหุ่นเพรียวลมเป็นที่สุด
10. กินถั่วให้เป็นนิสัย ทำให้ถั่วเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คุณต้องกินทุกวัน วันละสัก 2 ช้อน ไม่ว่าจะเป็นของหวานของคาว หรือว่าของว่างก็ทั้งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญๆ หลายชนิด ต่างพากันไปชุมนุมอยู่ในถั่วเหล่านี้ ควรกินถั่วอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรกินครั้งละมากๆ เพราะมีแคลอรี่สูง อาจทำให้อ้วนได้
ถ้าปฏิบัติให้ได้ครบทุกข้อตามคำแนะนำข้างต้นนี้จนเป็นนิสัย สุขภาพดีๆ จะไปไหนเสีย !!

25 Healthy Tips อย่ามองข้ามเรื่องเล็กๆ

1. การดื่มน้ำ ปริมาณมากในเวลาอันรวดเร็วอาจก่อให้เกิดสภาวะน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง ร่างกายจึงขับโปแตสเซียมออกจากเซลล์เพื่อปรับสมดุลระหว่างน้ำในเซลล์และนอกเซลล์ ผลที่ตามมาคือเป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็ง หากเกิดอาการเกร็งที่สมอง หัวใจ หรือปอด จะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้ แต่ไม่ต้องกังวลจนเกินไปเพราะหากดื่มน้ำทีละเล็กทีละน้อย แม้ดื่มมากกว่าปกติก็ไม่เป็นอันตรายเพราะไตจะขับออกมาเป็นปัสสาวะ และถ้าเมื่อไรมีอาการจุกนั่นแสดงว่าดื่มน้ำมากไป ควรหยุดได้แล้ว
2. การปล่อยให้ตนเองหิวอาจนำไปสู่โรคร้าย เพราะ ความหิว กระตุ้นร่างกายให้หลั่งฮอร์โมนความเครียด ซึ่งหากเกิดขึ้นเป็นประจำจะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวานได้ ลองควบคุมความหิวด้วยการแบ่งมื้ออาหารจากวันละ 3 มื้อเป็นมื้อเล็กๆ 5-6 มื้อต่อวัน
3. ชา กาแฟ รวมถึงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ไม่เหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดหลัง เพราะคาเฟอีนลดการหลั่งสารเอนโดรฟีนซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่ร่างกายผลิตขึ้นและมีฤทธิ์ลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ
4. วิธีง่ายๆ ในการดูแลสุขภาพ คือหลังจากตื่นนอนทุกเช้า จะดื่มน้ำส้มสายชูที่หมักจากผลแอ๊ปเปิ้ล ผสมกับน้ำผึ้งอย่างละ 1 : 1 ใส่น้ำอุ่นคนให้เข้ากันแล้วค่อยเติมน้ำแข็งลงไปเพื่อให้ทานง่ายและมีรสชาติดีขึ้น ซึ่งวิธีนี้จะไปช่วยการดูดซึมของระบบลำไส้ และการเผาผลาญของร่างกาย แต่โรคบางโรคอาจเกิดจากสุขภาพจิตที่อ่อนแอ ในหนึ่งอาทิตย์จึงควรจะมีวันพักผ่อนอย่างจริงจังหรือทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เช่น เล่นโยคะ เพื่อฟื้นฟูสุขภาพกายและลดมลภาวะทางจิตใจไปพร้อมๆ กัน
รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com
5. การนอนดึกคืนวันศุกร์-เสาร์แล้วตื่นสายในวันเสาร์-อาทิตย์ ทำให้นาฬิกาชีวภาพของร่างกายตั้งเวลาตื่นใหม่ เมื่อถึงวันจันทร์จึงมีอาการอิดเอื้อนไม่อยากตื่น ทั้งยังทำให้ขาดสมาธิในการทำงานหรือเรียนหนังสืออีกด้วย
6. แสงแดดยามเช้า ไม่ได้ช่วยให้กระดูกแข็งแรงเท่านั้น แต่การออกกำลังกายกลางแดดใน ช่วงเวลาดังกล่าวยังช่วยให้ร่างกายผลิตสารเอนโดรฟีน ซึ่งเป็นสารต่อต้านอาการซึมเศร้าตามธรรมชาติอีกด้วย
7. ความเครียดเป็นตัวการทำลายผิวที่ร้ายแรงที่สุด ฉะนั้นเราต้องปรับความคิดใหม่ และใช้ร่างกายเราอย่างทะนุถนอมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะสม หาเวลาออกกำลังกายบ้าง และรับประทานอาหารดีๆ
8. แอ๊ปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวี มีประโยชน์ แต่ถ้าคุณรับประทานยาปฏิชีวนะอยู่ควรหลีกเลี่ยงผลไม้เหล่านี้เพราะบูดง่ายในลำไส้ อาจเกิดการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้
รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com
9. การไอเรื้อรังอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะที่แพทย์สั่งเพื่อรักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ ให้ใช้วิธีที่สุดแสนธรรมดาแต่ได้ผลมากกว่าคือ ดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ อมยาอมให้ลำคอชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลา และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แค่นี้ก็หายแล้ว 
10. การที่เราคิดว่าตัวเองมีสุขภาพดี แถมอายุยังน้อย ทำให้เราชะล่าใจในการดูแลรักษาสุขภาพ เวลาเกิดอะไรผิดปกติขึ้นกับร่างกายจะคิดว่าช่างมัน เดี๋ยวคงหายเอง ซึ่งไม่ถูกต้อง 
 
11. เมื่อมีอาการเท้าและข้อเท้าบวม ให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาที แล้วขยับข้อเท้าไปข้าง หน้าและข้างหลัง เพื่อช่วยให้โลหิตไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงที่ขนทำจากวัสดุธรรมชาติ แปรงผิวหนังเบาๆ เริ่มบริเวณฝ่าเท้าซึ่งเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย แล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวาน เพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) จากนั้นอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น
12. ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และรับประทานไข่มากกว่าอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เสี่ยงเป็นโรคหัวใจมากขึ้น
13. ผู้ที่รับประทานไข่ เป็นเวลา 8 อาทิตย์ ลดน้ำหนักได้มากกว่าผู้ที่ไม่รับประทานถึง 65 เปอร์เซ็นต์ และรอบเอวลดลงเกือบสองเท่า เพราะผู้ที่รับประทานไข่รู้สึกอิ่มกว่าการรับประทานขนมปัง ทำให้รับประทานอาหารกลางวันและอาหารเย็นน้อยลง 
รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com
14. การรับประทานอาหารไปดูหนังไป ทำให้รับประทานอาหารมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว แม้ว่าจะกินอิ่มมาแล้วหรือรสชาติของอาหารไม่ได้เรื่องเลยก็ตาม นอกจากนี้ไฟสลัวๆ ทำให้ผู้ที่รับประทานอาหารไม่ค่อยระวังตัว เพลิดเพลินเจริญอาหารไปเรื่อย
15. เสียงเพลง มีอิทธิพลต่ออารมณ์ของคนเรายิ่งดนตรีมีจังหวะเร็วเท่าไรก็ยิ่งกระตุ้นให้รับประทานอาหารมากขึ้นเท่านั้น
16. การดื่มน้ำ (เปล่า)เย็น 50 ออนซ์ (8 ออนซ์= 1 ถ้วย) จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี เท่ากับช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 5 ปอนด์หรือ 2.5 กิโลกรัม เพราะการดื่มน้ำเปล่าไม่ทำให้ร่างกายได้รับพลังงาน แต่ต้องใช้พลังงานในการเผาผลาญน้ำ ยิ่งไปกว่านั้นน้ำเย็นทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานเผาผลาญมากขึ้นอีก
17. การออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนักและพิลาทิส ควบคู่กันไป จะช่วยพัฒนาความแข็งแรงของปอดและหัวใจ รวมถึงความแข็งแรงและยืดหยุ่นของโครงสร้าง และการรับประทานอาหารมื้อย่อยๆ 5 มื้อต่อวัน โดยมื้อกลางวันจะเน้นอาหารประเภทโปรตีนเพียง 1 มื้อ นอกนั้นเน้นผักและผลไม้ จะทำให้มีพลังงานที่พอเหมาะในการใช้งาน และไม่ทิ้งไขมันส่วนเกินสะสม
18. ผู้ชายที่รับประทานมะเขือเทศ ซึ่งมีไลโคปีนสูงอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้น เสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ วิธีง่ายๆ ให้นำมะเขือเทศไปปั่นให้ละเอียดเติมน้ำมันมะกอกและนำไปปรุงสุก ความร้อนจะช่วยให้มะเขือเทศปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น
19. รับประทานแอ๊ปเปิ้ลหนึ่งชิ้นหลังอาหาร ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญใน การลดแบคทีเรียในช่องปากและช่วยให้เหงือกแข็งแรง การรับประทานสับปะรดและมะละกอคือก่อนอาหารประมาณ 2-3 ชิ้น ดีต่อกระเพาะอาหารเพราะมีเอนไซน์ซึ่งช่วยย่อย จึงเท่ากับช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่ตามลงมาได้ง่ายขึ้น
20. หากไม่อยากมีกรดในกระเพาะมากเกินไป ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่นมะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุ๊ต หรือน้ำมะเขือเทศสดปั่น หรือทำให้เจือจางด้วยการผสมน้ำเข้าไป
 
21. สำหรับหนุ่มเจ้าสำราญ ที่ชอบปาร์ตี้หามรุ่งหามค่ำ ก็สามารถฟื้นฟูร่างกายได้ด้วยการนอนหลับให้นานหน่อย อีกวิธีหนึ่งในการดูแลตัวเองคือมีแฟนเด็ก จะได้มีแรงกระตุ้นให้เราทำตัวเด็กตาม ต้องดูดีตลอดเวลา เพราะฉะนั้นอบายมุข การเที่ยวกลางคืนก็เป็นอันต้องงด
22. การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะเกมที่ต้องใช้สมาธิ ช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันโรคอัลเซเมอร์ได้ เกมอื่นๆ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ หรือเลือกเรียนดนตรี ก็ช่วยได้เช่นกัน
23. การใช้พลาสติกใส่อาหารหรือปิดอาหาร รวมถึงใส่จานชามพลาสติกในไมโครเวฟ เพราะความร้อนจะทำให้พลาสติกปนเปื้อนในอาหาร เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม
24. ก่อนตั้งครรภ์ ควรเตรียมตัวล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน 1.ดูแลเรื่องอาหารการกิน เน้นโฟเลต แคลเซียม วิตามินต่างๆ ป้องกันอาการแพ้ท้องหรืออยากอาหารประหลาดๆ 2.ร ะวังเรื่องการรับประทานยาทุกชนิด อ่านฉลากให้ดี เพราะอาจทำร้ายลูกโดยไม่เจตนา 3. ทำใจให้สบาย คิดในแง่บวก 4. ออกกำลังกายที่เหมาะสม
25. ถ้ามื้อนั้นรับประทานเนื้อสัตว์ในปริมาณมาก ไม่ควรรับประทานผลไม้อีก เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ทำให้ผลไม้ที่ย่อยเสร็จไปเรียบร้อยแล้วถูกกักอยู่ในกระเพาะ เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้

Sunday, February 24, 2013

15 วิธีดูแลตัวเองให้ปลอดภัยในรั้วมหา'ลัยเมืองนอก


1. อย่าเปิดประตูใหญ่ค้างไว้
     หอพักส่วนใหญ่ต้องใช้การสแกนบัตร ลายนิ้วมือ หรือกดรหัสเพื่อเปิดประตูใหญ่ แล้วน้องต้องปิดประตูเองทุกครั้งนะคะ ถึงประตูจะเหวี่ยงตัวกลับมาปิดเอง น้องก็ต้องมองจนกว่ามันจะปิดเสร็จหรือไม่ก็ดันมันไปเลย ในหนังเราก็เห็นตั้งเยอะแล้วที่คนภายนอกจะแทรกตัวเข้ามาก่อนที่ประตูจะปิดตัวเองทัน แล้วอย่าลืมเตือนเพื่อนคนอื่นให้ช่วยกันสังเกตเรื่องนี้ด้วยนะคะ

2. ห้ามให้คนแปลกหน้าเข้าประตูมาก่อนได้รับการตรวจสอบ
     ถ้าน้องเจอคนแปลกหน้ามารอหน้าหอ บอกว่าจะมาหาคนนั้นคนนี้ ก็บอกเขาว่าจะไปตามคนนั้นให้ และให้เขารอหน้าหอต่อไป ถ้ามีคนมาบอกว่าเป็นช่างซ่อม น้องก็ต้องถามผู้ดูแลหอก่อน หรือถ้ามีคนรถเสียมาขอใช้โทรศัพท์ ก็ให้เขาบอกเบอร์ที่ต้องการติดต่อมา แล้วน้องจะติดต่อให้เอง ในขณะที่เขาคนนั้นรออยู่ด้านนอก
     สำหรับหอพักที่ไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ประตูใหญ่ และมีคนมาเคาะประตูถึงหน้าห้องน้อง แม้จะเป็นช่างซ่อมแอร์ที่น้องโทรไปสั่งเองก็ตาม น้องก็ต้องให้เขาแสดงบัตรประจำตัวหรือเอกสารผ่านทางช่องมองบนประตูก่อนเปิดประตูให้ทุกครั้ง

3. ล็อกประตูตลอดเวลา
     แม้ว่าจะแค่เดินไปยืมหนังสือจากเพื่อนในหอเดียวกัน หรือไปเข้าห้องน้ำ ก็ควรล็อกตลอด ใครจะรู้ว่าวินาทีที่น้องออกไปเข้าห้องน้ำนั้น จะเป็นจังหวะเดียวกับที่น้องชายขี้ขโมยของเพื่อนห้องตรงข้ามออกมาเห็นพอดี และถึงแม้รูมเมทจะอยู่ในห้องก็วางใจไม่ได้ค่ะ เกิดรูมเมทเรานั่งฟังเพลงแล้วหันหลังให้ประตูอยู่ล่ะ ซวยจริงอะไรจริงของแท้เลย

4. รักษาลูกกุญแจให้ดี
     จะเป็นลูกกุญแจหรือบัตรก็ต้องเก็บไว้ให้ดี ถ้าทำหายขึ้นมา ต้องไปแจ้งเจ้าหน้าที่และยอมเสียค่าปรับ เพื่อที่เขาจะได้รู้ว่าบัตรรหัสของน้องหายไปแล้ว และถ้าคนอื่นเอามาใช้ก็จะรู้ทันที หรือเจ้าหน้าที่อาจเปลี่ยนที่ล็อกใหม่ให้ เพื่อที่โจรจะใช้กุญแจเดิมของน้องไม่ได้อีกแล้ว กัดฟันยอมเสียค่าปรับ ดีกว่าที่มีโจรขึ้นหอและปล้นไปเกลี้ยงโดยใช้บัตรของน้อง น้องอาจต้องรับผิดชอบให้เพื่อนทั้งหอก็ได้
     ส่วนรหัสเปิดประตู ถ้าจำไม่ได้และต้องจดจริงๆ ให้จดเป็นเลขไทยเลยค่ะ เวลาหายจะได้ไม่มีใครรู้ว่ามันคือกระดาษอะไร

5. ติดตั้งระบบติดตามอุปกรณ์ต่างๆ
     พวกสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ต่างๆ ต้องติดตั้งโปรแกรมติดตามไว้ด้วยนะคะ ถ้าหายไปจะได้ตามรอยทัน ถ้าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ที่ไม่สามารถทำได้ น้องสามารถเปลี่ยนเป็นเก็บใส่ตู้แล้วล็อกกุญแจตู้ทุกครั้งหลังใช้งานเสร็จแทนก็ได้ค่ะ ให้คิดไว้ว่ากว่าจะเอาออกมาใช้ทีเรายังลำบากเลย โจรก็อาจจะขี้เกียจขโมยไปเลยก็ได้ 555

6. คอยจับตาดูของๆ ตัวเองเสมอเวลาไปห้องสมุด
     ข้อนี้จากประสบการณ์ตรงของพี่เลยค่ะ เพราะชอบเอาคอมไปเล่นในห้องสมุด (ชาร์จไฟฟรี เน็ตฟรี) แล้วเวลาไปหยิบหนังสือเล่มอื่น เราก็อาจคลาดสายตาจากมันไปบ้าง ฉะนั้นเราต้องคอยเดินวนกลับมามองเรื่อยๆ ถ้าเป็นมือถือหรือไอพอดที่หยิบสะดวก ก็ให้ถือติดตัวไปด้วยทุกครั้ง แต่ถ้าหิ้วลำบากอย่างคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ก ก็ทำให้มันดูเยอะไว้ค่ะ เยอะนี่คือ อย่าปิดหน้าจอรอใส่กระเป๋า เพราะจะจิ๊กสะดวกมาก ให้เปิดหน้าจอค้างอ้าไว้ แล้วเอาปากกาหรือหนังสือมาพาดๆ ทับคีย์บอร์ดเยอะๆ กะว่าถ้าใครจะขโมยเงียบๆ ก็ต้องเสียเวลาเอาของออกหลายชิ้น หรือถ้าใครจะขโมยเร็วๆ ก็ต้องได้ยินเสียงของตกบ้างแหละ หรือถ้าใครของไม่เยอะ อีกวิธีที่พี่เคยทำคือซ่อนค่ะ ซ่อนไว้ใต้เบาะที่นั่งของเรานั่นแหละ (บนโต๊ะก็ต้องมีของอย่างอื่นด้วยนะ ไม่งั้นคนจะมานั่งทับ) หรือวางไว้บนโต๊ะแล้วเอาหนังสือมากองทับหรือบังหน้าบังหลังให้ทั่ว อันนี้เป็นเทคนิคแต่ละคนค่ะ ข้อสำคัญคืออย่าจงใจซ่อนจนดูผิดสังเกต แต่พี่เคยทำมาหมดทุกวิธีแล้ว ไม่มีหายค่ะ

7. ล็อกหน้าต่างเสมอ
     ส่วนใหญ่จะย้ำกันว่าอย่าลืมล็อกประตู จนหลายคนล็อกประตูแต่ลืมล็อกหน้าต่าง 555 ฉะนั้นล็อกให้ครบทุกทางที่คนนอกสามารถเข้ามาได้ค่ะ

8. บันทึกเบอร์สำคัญในการอายัติบัตรไว้เสมอ
     ด้านหลังบัตรสำคัญๆ อย่างบัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็มหรือบัตรนักศึกษาจะมีเบอร์โทรศัพท์ให้โทรแจ้งกรณีบัตรหาย ฉะนั้นเราต้องจดเบอร์พวกนั้นไว้ก่อนที่บัตรจะหายค่ะ บันทึกไว้ในโทรศัพท์และจดแยกเก็บไว้สองสามที่ พร้อมจดให้ละเอียดว่าในกระเป๋าสตางค์เรามีบัตรอะไรบ้าง จะได้แจ้งอายัติครบทุกใบ แล้วอย่าให้ใครเห็นกระดาษที่จดรายละเอียดนี้ไว้ล่ะ
     นอกจากนี้ก็ต้องจำเบอร์เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในมหาวิทยาลัยให้ได้ด้วยนะคะ จำเบอร์หลักหรือสายด่วนของมหาวิทยาลัยให้ได้ซัก 1 เบอร์ แล้วเบอร์ยามแต่ละตึกบันทึกไว้ในมือถือก็ได้ค่ะ เวลาฉุกเฉินจะได้ติดต่อได้ทันที ส่วนเบอร์ฉุกเฉินอย่าง 191 หรือ 911 ก็จำได้กันอยู่แล้วเนอะ จำให้ถูกละกันว่าประเทศไหนใช้เบอร์ไหนค่ะ


9. ใช้บริการผู้ดูแลของมหาวิทยาลัย
     มหาวิทยาลัยเมืองนอกหลายๆ แห่งจะมีบริการผู้ดูแล คือบริการขับรถหรือเดินไปส่งถึงหอพักเมื่อนักศึกษาต้องอยู๋ทำงานดึก เมื่อใดที่น้องต้องอยู่ดึก ให้แจ้งกับเจ้าหน้าที่อาคารนั้นๆ ทุกครั้งว่าน้องจะอยู่ห้องไหน และอยู่ถึงประมาณกี่โมง เจ้าหน้าที่จะได้คอยมาตรวจตราเรื่อยๆ และเมื่อเสร็จก็จะพาไปส่งที่หอพัก (ส่วนมากเป็นรถกอล์ฟ) บางครั้งถ้ามีคนอยู่ดึกหลายคนในอาคารเดียวกัน น้องอาจจะต้องลงมารอคนอื่นในห้องโถงด้านล่างแล้วกลับพร้อมกันเป็นกลุ่มใหญ่
     เด็กฝรั่งส่วนใหญ่จะชอบล้อว่าคนใช้บริการนี้เป็นพวกขี้ขลาด แต่น้องอย่าแคร์ค่ะ เพราะมันเป็นสิทธิของเรา มหาวิทยาลัยตอนดึกๆ เปลี่ยวจะตาย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของเราต้องมาก่อนค่ะ ถ้าใครแซว น้องก็เชิดๆ ไปเลยว่า จ่ายค่าเทอมแล้ว ต้องใช้บริการทุกอย่างให้คุ้มค่าเงิน 555

10. ใช้ระบบบัดดี้
     จะไปไหนต้องมีเพื่อนไปด้วยเสมอ แม้จะเป็นน้องผู้ชายก็ตาม เดี๋ยวนี้จะเป็นใคร ตัวใหญ่ตัวเล็กก็มีโอกาสเจออันตรายได้เท่าๆ กันเลยค่ะ พยายามไปกันเป็นกลุ่ม หรืออย่างน้อยก็เป็นคู่

11. ให้เพื่อนรู้ตารางเวลาของเรา
     น้องควรบอกเพื่อนสนิทและรูมเมทเกี่ยวกับตารางเรียนของน้อง ว่ามีเรียนอะไร ที่ไหนบ้าง และวันไหนที่ต้องไปเที่ยวก็ต้องบอกเพื่อนๆ เสมอว่าจะไปที่ไหน กับใคร และคาดว่าจะกลับมาเมื่อไหร่เพื่อนจะได้รู้ว่าดึกขนาดไหนคือดึกเกินจนผิดสังเกตและจะได้ตามหาน้อง นอกจากนี้ควรให้เบอร์ติดต่อเพื่อนคนละกลุ่มไว้ด้วยอย่างกลุ่มอ่านหนังสือ กลุ่มวิชาเอกเดียวกัน กลุ่มเพื่อนในหอ หรือกลุ่มเพื่อนในชมรม เพื่อที่ถ้าเพื่อนคนไหนตามหาน้อง จะได้โทรไปหากลุ่มอื่นๆ ได้

12. จงตื่นตัวอยู่เสมอ
     อย่าเดินฟังเพลง เล่นเกมหรือเล่นโทรศัพท์ เพราะมันจะทำให้ประสาทตาและหูลดลง และน้องจะรู้สึกถึงอันตรายได้ไม่ไวพอ เดินไปไหนก็คอยสังเกตรอบตัวบ้างค่ะ ว่ามีใครอยู่บ้างและเขาทำอะไร รถที่จอดข้างทางมีคนนั่งอยู่ข้างในหรือเปล่า หรือมีใครท่าทางแปลกๆ อยู่แถวนั้นบ้าง และอย่าใจลอยด้วยนะคะ สังเกตทุกอย่างให้ดีค่ะ

13. เชื่อสัญชาตญาณของตัวเอง
     ถ้าเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่ากำลังถูกภัยร้ายคุกคาม ให้พาตัวเองไปอยู่ในที่สว่างๆ หรือที่ๆ มีคนเยอะๆทันทีค่ะ ถ้ากำลังอยู่ในที่มืดเปลี่ยว ให้วิ่งและส่งเสียงดังทันที จะได้เป็นจุดสนใจของคนอื่น เพราะถ้าทุกคนหันมามองเรา (แม้จะมองว่าเราบ้า) มิจฉาชีพก็จะไม่ลงมือกับคนที่กำลังเป็นจุดสนใจของคนอื่นอยู่หรอกค่ะ

14. อย่าให้ใครรู้ข้อมูลส่วนตัว
     ถ้าจะต้องเขียนชื่อลงบนสิ่งของเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของอย่าเขียนชื่อเต็มค่ะ ให้ใช้ชื่อเล่น ฉายา หรืออักษรย่อ (แต่อย่าบังเอิญไปซ้ำกับ Username ต่างๆ นะคะ) เด็กไทยชอบเขียนชื่อและนามสกุลเต็มยศบนหนังสือหรือสมุด แต่น้องๆ ควรใช้ตัวย่อแทนค่ะ เพราะบางคนเห็นชื่อนามสกุลจริงของเราแล้วอาจเอาไปใช้ทำอะไรไม่ดีก็ได้ค่ะ

15. ทำความรู้จักกับคนแปลกหน้าที่มีแนวโน้มจะต้องรู้จักกันอีกนานให้ดี
     ถ้าต้องไปเจอคนบางคนเป็นครั้งแรกอย่างมีนัดบอด หรือไปทำรายงานกลุ่มวิชานอกคณะกับเด็กคณะอื่นที่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน ก็ให้นัดเจอกันในที่สาธารณะ และถามข้อมูลเช่น อยู่ชมรมอะไร เรียนเอกอะไร ใครเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา จากนั้นให้แอบส่งข้อความให้เพื่อนของน้องรู้ไว้ เพื่อนของน้องจะได้เอาไปเช็คว่าเขาน่าเชื่อถือจริงหรือไม่




Monday, February 11, 2013

ลาบหมูทอด

นำหมูบดใส่อ่างผสม

ปรุงรสด้วย  น้ำปลา  น้ำมะนาว  พริกป่น   ข้าวคั่ว  และแป้งโกกิ

คลุกเคล้าให้เข้ากัน


ใส่ผักที่ซอยเตรียมไว้ลงไป    หอมแดงซอย  ผักชีลาว  ผักชีฝรั่ง  ต้นหอมซอย



คลุกเคล้าให้เข้ากัน


ปั้นเป็นก้อนกลม 2 ขนาด


ทอดในน้ำมันร้อน


ตักขึ้นพักไว้


จัดใส่จานพร้อมผักแนม

ลองทำ ไก่กรอบ ฮอต แอนด์ สไปซี่ ..

สะโพกไก่ 2 ชิ้น
น่อง 4 ชิ้น
ปีก 4 ชิ้น
ผงปาปริก้า
พริกไทยดำบด (แล้วแต่คนนะค่ะ แต่ต้องการรสจัด ๆ กลิ่นจัด ๆ)
ผงกระเทียม (ไม่รู้นะ พอดีลองใส่ดูค่ะ ก็ได้กลิ่นเริ่สเชียว)
ผงปรุงรส
แป้งทอดกรอบ
ไข่ไก่


เริ่มจากล้างไก่ให้สะอาดแล้วก็ซับให้แห้งนะค่ะ บางสูตรก็บอกว่าให้แช่น้ำเกลือไก่จะได้มีรสชาติมากขึ้น แต่ป๊อปขี้เกียจค่ะ หิวมากหมักเลยดีกว่า


ผงปาปริก้าสาดลงไปเยอะ ๆ เลยค่ะ ถ้าเผ็ดไม่พอใส่พริกป่นไปเลยค่ะ พริกไทยดำบด ผงกระเทียม ผงปรุงรส แล้วก็คลุก ๆ หมัก ๆ ให้ทั่ว (แนะนำให้ใช้มือค่ะ) ..... แล้วมันก็จะออกมาหน้าตาแบบนี้นะ เค้าว่ากันว่าให้หมักไว้ 1 ชม. หรือยิ่งนานยิ่งดี


แต่ป๊อปหิวแล้วอะ ไม่รอแล้ว จับไปอาบน้ำทาแป้งกันดีกว่าค่ะ
ชามที่ 1 นำไข่ไก่ใส่ลงไปแล้วก็ตีให้แตกนะค่ะ 
ชามที่ 2 นำแป้งทอดกรอบ ผงปรุงรส แล้วก็พริกปาปริก้า ผงกระเทียม คลุก ๆ ให้เข้ากันค่ะ


นำไก่มาเลยค่ะ 
คลุกไข่ไก่ให้ทั่ว


แล้วก็นำมาคลุกแป้งให้ทั่วเช่นกัน ยัด ๆ เข้าไปใต้หนังด้วยนะ 


เคาะ ๆ แป้งให้หลุดให้หมดนะค่ะ ตามสูตรเค้าให้นำไปทอดเลยค่ะ แต่ป๊อปไม่ เรามาคลุกไข่ไก่อีกรอบ


แล้วก็นำมาึคลุกแป้งเช่นเดิม แต่ทีนี้มันจะหนามากขึ้นค่ะ อยากจะทำซ้ำอีกก็ได้นะค่ะ แต่ป๊อปพอและ รอบนี้ป๊อปไม่ได้เคาะแป้งออกนะ ต้องการแป้งหนา ๆ กรอบ ๆ


มองเห็นไก่กันเปล่าค่ะ ดูดี ๆ สิ
.... จ๊ะเอ๋ อยู่นี่ไงค่ะ ^^


เสร็จแล้ว เราก็นำไปทอดกันดีกว่าค่ะ
ป๊อปใช้หม้อนะค่ะ จะได้ไม่เปลืองน้ำมัน ใส่น้ำมันอย่าให้เต็มหม้อละ เดี๋ยวพอใส่ไก่ลงไปแล้วน้ำมันจะฟู แล้วน้ำมันก็จะล้นออกมา ทำให้ต้องมานั่งทำความสะอาดกันอีก อะ เรามาว่ากันต่อค่ะ ตั้งไฟแรงเลยนะค่ะ ให้น้ำมันร้อนจัด ๆ แล้วก็ใส่ไก่ลงไป จึงหรี่ให้เหลือไฟกลาง - อ่อนค่ะ


เค้าว่ากันว่าให้ทอดประมาณ 15 นาที แต่ป๊อปไม่ถึงนะค่ะ กะ ๆ เอา พอให้ไก่สีสวย ออกเป็นสีทอง และแล้ว เรา เรา เรา ก็จะได้แบบนี้ค่ะ


ว้าย ๆ เจ้าดังกระเด็นค่ะ 5555


และแล้ว ถึงเวลาที่เราต้องมีชื่อการค้าเป็นของตัวเอง ขอตั้งชื่อว่า ... ไก่กรอบ ฮอต แอนด์ สไปซี่ ... kfตุ๊ด


สำเร็จแล้วค่ะ 
เรามาสรุปกันดีกว่าค่ะ
1. รสชาติก็เหมือนดีนะค่ะ ทั้งแป้ง ทั้งเนื้อไก่ อร่อยมาก จะว่าเหมือนก็ไม่ได้ ต้องเรียกว่าใช่เลย
2. คุณรู้หรือเปล่า ถ้าคุณไปซื้อ ไก่ทอด 10 ชื้นแบบเลือกชิ้น คุณจะเสียเงินถึง 360 บาท + ค่าส่งอีก 30 เป็น 390 เชียวนะ
3. ทั้งหมดที่ทำมา ป๊อปหมดเงินไปทั้งหมด 170.25 บาทค่ะ
4. แนะนำให้ลองเอาไก่ชิ้นเล็ก ๆ หมักแล้วก็ทอดดูก่อนนะค่ะ ว่าหน้าตาแล้วรสชาติจะเหมือนหรือเปล่า ถ้าเหมือนก็ลุยกันเลยค่ะ ^^